ป่าสนวัดจันทร์ สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา

ป่าสนวัดจันทร์ สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา ม่านหมอกและสายลมอันหนาวเย็น

ป่าสนวัดจันทร์  สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา ที่มีธรรมชาติสวยงามและสวยมาก!!!!

ป่าสนวัดจันทร์  สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา

าสนวัดจันทร์หากคุณกำลังเบื่อกับที่เที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ เบื่อที่จะไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวเดิมๆ วันนี้ มีที่เที่ยวแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ที่น้อยคนนักจะรู้จักมาแนะนำให้รู้จักกันโดยเราจะพาเดินทางไปที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 4 ชั่วโมง จุดหมายปลายทางของเรามีชื่อว่า “ป่าสนวัดจันทร์” หรือ “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์”

ที่นี่ถือว่าเป็นดินแดนในฝันที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกที่เกิดขึ้นมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ไฮไลท์ของที่นี่คือป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในช่วงหน้าหนาวจะมีสายหมอกลอยต่ำปกคลุมไปทั่วพื้นที่

ซึ่งหากใครนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกถึงปางอุ๋งที่แม่ฮ่องสอนที่นี่จะมีลักษณะภูมิประเทศคล้ายๆ กัน แต่ความเงียบสงบและไม่วุ่นวายนั้นที่นี่ชนะเลิศ พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมด้วยม่านหมอกหนาๆ ถือเป็นโลเคชั่นสุดโรแมนติกที่น่าพาคนรักมาสวีทกันที่นี่ นอกจากนี้ในช่วงหน้าหนาวยังมีใบเมเปิ้ลสีแดงสดให้ชมด้วย ไม่น่าเชื่อว่าบรรยากาศแบบนี้จะอยู่ในเมืองไทย ใครอยากจะซึมซับกับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ให้เต็มที่ต้องลองไปกางเต็นท์นอนกลางสายหมอกแห่งป่าสนวัดจันทร์ดูสักคืน รับรองว่าตื่นเช้ามารอบตัวคุณจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นหมอกหนาในยามเช้าแน่นอน…

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามที่ใครๆก็อยากไป

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์

ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมี สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกไหลมา จากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้ง ทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ นับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี…

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง เป็นวัดที่มีกำแพงหน้าอุโบสถสวยงามที่สุด

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง กำแพงสีทองอร่ามนี้บอกเล่าเรื่องราวของพระเวชสันดรชาดกและรามเกียรติ์ได้อย่างดี

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง

วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หรือที่คนลาวเรียกสั้นๆ ว่า “วัดใหม่” เป็นวัดที่มีกำแพงหน้าอุโบสถสวยงามที่สุด กำแพงสีทองอร่ามนี้บอกเล่าเรื่องราวของพระเวชสันดรชาดกและรามเกียรติ์ได้อย่างดี ทำให้วัดใหม่สุวรรณภูมารามดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นตั้งแต่เดินขึ้นมาที่ระเบียงอุโบสถ วัดใหม่ตั้งอยู่ที่ถนนศรีสว่างวงศ์ ใกล้กับพระราชวังหลวงพระบาง สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 และได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์จึงทำให้มีการบูรณะและสร้างเพิ่มเติมหลายครั้ง

ประวัติความเป็นมา
วัดใหม่สุวันนะพูมาราม หลวงพระบาง ประเทศสปป.ลาว
วัดใหม่สุวรรณภูมารามหรือ วัดใหม่สุวันนะพูมาราม เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชบุญทัน ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์สุดท้ายของลาวมาก่อน อุโบสถของวัดนี้สร้างด้วยเครื่องไม้มีหลังคาซ้อนกัน ห้าชั้นตามแบบหลวงพระบาง กำแพงพระระเบียงด้านหน้า ทำเป็นลายรดน้ำปิดทองเล่าเรื่องรามายณะและพระเวสสันดรชาดก พระบางเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2437 จึงได้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานในหอพระบางภายในพระราชวัง โดยในวันปีใหม่จะมีการแห่แหน พระบางออกมา ให้ประชาชนได้สักการะบูชา ซึ่งปัจจุบันวัดใหม่ได้ใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม

พระพุทธรูปปางนาคปรก,ปางมารวิชัย,ปางห้ามญาติ
พระพุทธรูปปางนาคปรก (ซ้าย) ปางมารวิชัย (กลาง) ปางห้ามญาติ (ขวา)
สิ่งก่อสร้างสำคัญ คือ สิม ซึ่งเกิดจากการผสมผสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน เรียกว่า สิมแบบผสมผสาน สิมแห่งนี้ตกแต่งด้วยลายฟอกคำอย่างสิมแบบหลวงพระบาง หลังคามีการซ้อนชั้นแบบเชียงขวางและมีคอสองแบบไทลื้อ ส่วนทวารบาลมีรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงการนำศิลปะแบบต่างๆ ผสมเข้าด้วยกัน เช่น สลักรูปเทวดาถือช่อดอกกระดังงา ตามแบบที่นิยมในศิลปะลาว

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม
ด้านหน้าของสิมวัดใหม่ ผสมผสานแบบเชียงขวางและไทลื้อ
ขณะเดียวกันก็มีรูปมังกรแบบจีนสลักไว้ด้านล่าง ส่วนภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง คนลาวเรียกว่า “พระเอ้” และพระพุทธรูปทรงเครื่องต้นอย่างพระมหาจักรพรรดิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ส่วนผนังด้านในประดับพระพิมพ์ปิดทององค์เล็กๆ เป็นหมื่นองค์ รวมถึงภาพปูนปั้นปิดทองเรื่องพระเวสสันดรที่แฝงด้วยเรื่องราวการดำเนินชีวิตของชาวเมืองหลวงพระบาง…

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน วัดดังสีขาวสวยสง่าที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก สถาปัตยกรรมการสร้างที่อ่อนช้อยสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถาปัตยกรรมการสร้างที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน

เมื่อเราไปถึงเชียงราย จังหวัดเหนือสุดในสยาม เราก็คงคิดถึงธรรมชาติบนดอยที่สวยงาม อย่างเช่น แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และวัฒนธรรมอันงดงาม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมไป นั่นก็คือ วัดร่องขุ่น ซึ่งก่อตั้งโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ดังนั้นวันนี้ขอพาทุกคนไปชมความงดงามของวัดร่องขุ่นพร้อมทำความรู้จักกับวัดนี้กัน วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2540 จากเดิมมีเนื้อที่3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่9 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างวัดมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ
ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัย รักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงปรารถนาที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน
ที่ตั้ง
วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดบ้านเกิดของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ วัดร่องขุ่นอยู่ก่อนตัวเมืองเชียงรายประมาณ13 กิโลเมตร ตรงสามแยกไฟแดงทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ จะเป็นที่ตั้งของวัดร่องขุ่น ซึ่งห่างถนนใหญ่เพียง100 เมตร เท่านั้น

ความหมายของอุโบสถ
สีขาว : พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า
สะพาน : การเดินข้ามจากวัฎสงสารสู่พุทธภูมิ
เขี้ยว หรือ ปากพญามาร : กิเลสในใจ
สันของสะพาน : มีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16
กึ่งกลางของสะพาน : เขาพระสุเมรุดอกบัวทิพย์ : มี 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
บันไดทางขึ้น : มี 3 ขั้นแทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

วัดดังสีขาวสวยสง่าที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เลื่องลือด้วยงานออกแบบและการสร้างอันวิจิตร ประหนึ่งวิมานเทพ แดนสวรรค์บนดิน วัดแห่งนี้ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นโดยศิลปินแห่งชาติ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ด้วยความตั้งใจที่จะถวายวัดแห่งนี้ให้เป็นสมบัติของชาติ โดย อ. เฉลิมชัยได้เอ่ยถึงแรงบันดาลใจสำคัญ 3 สิ่งในการสร้างวัดแห่งนี้ คือ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ นอกจากงานสถาปัตยกรรมการสร้างที่อ่อนช้อยสวยงามแล้ว งานประติมากรรม และพุทธประติมากรรม งานแกะสลัก และงานช่างศิลป์ต่างๆ ภายในวัดนั้น ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านศิลปะและจิตใจหาใดเปรียบมิได้ และแน่นอนว่าวัดร่องขุนแห่งนี้ก็จัดเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คเมืองไทยอันดับต้นๆ แห่งยุคสมัยปัจจุบัน แถมยังติดอันดับวัดสวยที่สุดในโลกที่จัดอันดับในหลายสถาบันด้วย…

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้ แห่งจังหวัดตรังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมาก

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้ จังหวัดตรังที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้

บ่อยครั้งที่เรามักจะคิดถึงทะเลฝั่งอันดามันโดยมี ภูเก็ต กระบี่ หรือพังงา ผ่านเข้ามาเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของความคิด แต่ก็มีนักนิยมท่องทะเลอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกจ.ตรัง เป็นจุดหมายปลายทางแรกของทริปทะเลใต้ เพราะความใสสะอาดที่ธรรมชาติยังไม่ถูกรบกวนมากเกินไป (หากเทียบกับภูเก็ตที่ใกล้โรยรา) หรืออาจจะมีสีสันของนักท่องเที่ยวคอเดียวกันให้เพลิดเพลินสายตา มากกว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ชาวต่างชาติเรียงรายไปทั่วอย่างกระบี่หรือ พังงา จนบางครั้งก็ชักไม่แน่ใจว่า นี่เรากำลังเที่ยวอยู่ในเมืองไทยของเราแน่ บนดินแดนผืนย่อมๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งมีพื้นที่ฝั่งตะวันตกแนบชิดติดทะเลอันดามัน ดินแดนแห่งนี้คือที่ตั้งของเกาะแก่งที่เรียงรายรอบแนวอาณาบริเวณเขตพื้นที่ จ.ตรัง จังหวัดที่เขาว่ากันว่า ยังไม่มีอะไรมาพรากความสวยงามทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น มนต์เสน่ห์แห่งการท่องเที่ยวและอาหารการกิน จึงเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ชักชวนให้ใครต่อใครอยากมาสัมผัสกับจังหวัดตรังใน หลายๆ แง่มุม นับเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จ.ตรังในวันนี้ก็ยังคงมีความตื่นตาตื่นใจให้ได้พบเห็น ยิ่งกับธรรมชาติทางทะเลด้วยแล้ว ก็ยิ่งคุ้มที่ได้มาพบเห็น และอัญมณีที่ควรค่าแห่งการมาปลดปล่อยตัวเองไปกับฟ้าใสและชายหาดสวยอย่าง “เกาะมุก” คือที่ๆ เราประทับใจและอยากบอกต่อให้ใครต่อใครได้ไปสัมผัสกันสักครั้งหนึ่งในชีวิต เกาะมุก ถือเป็นเกาะใหญ่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของน่านน้ำตรัง ไม่ใช่เพียงแค่ความเขียวใสของน้ำทะเลที่สะท้อนออกมาเป็นความงามล้ำค่าแห่ง อันดามัน ที่ไม่น้อยหน้าภูเก็ตหรือกระบี่อย่างที่เราคุ้นเคยกันมา ลักษณะของเกาะมุกโดยมากแล้วจะเป็นโขดผาสูงตระหง่าน หันหน้าออกสู่ทะเลใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก ขณะอีกฟากหนึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และจากฝั่งนี้เองที่เป็นประตูสู่ถ้ำซึ่งแต่เดิมมีเพียงนกนางแอ่นที่หลบมุม ซุ่มซ่อนรัง กระทั่งความงามของถ้ำได้ถูกเปิดเผยเมื่อถึงช่วงน้ำลง เราและโลกจึงได้รู้จักกับ “ถ้ำมรกต” อันงดงามตระการตา ลักษณะของถ้ำมรกตจะนั้น บริเวณปากถ้ำจะเป็นโพรงเล็กๆ สูงพ้นระดับน้ำไม่มากและมีเพียงเรือพายเล็กๆ เท่านั้นที่ลอดผ่านเข้าไปได้ เมื่อพายเรือเล็กผ่านพ้นปากถ้ำเข้าไป ก็จะต้องเลาะลัดกับความคดเคี้ยวอีกเกือบ 100 เมตร เพื่อจะทะลุออกไปยังปากถ้ำอีกฝั่งซึ่งมีความตื่นตาตื่นใจรออยู่ นั่นคือหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผา ตัดกับแผ่นฟ้าสีครามสดใสเบื้องหน้า งามอย่างไม่อาจหาที่ใดมาเปรียบได้
และหากยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือพอที่จะผจญภัยต่อในตัวเมืองตรัง ก็อย่าได้พลาดที่จะตามรอย 10 โบราณสถานเมืองตรัง ตั้งแต่สถานีรถไฟไปยันแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่อย่างบ้านแม่ถ้วน หลีกภัย บ้านพักธรรมดาๆ ที่กลายมาเป็นเรือนรับรองให้ใครต่อใครไปเยี่ยมเยียนแม่ถ้วนในยุคที่อดีตนายก รัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ยังดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศไทยเรา แม้ว่าปัจจุบันแม่ถ้วนจะจากไปนานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีผู้แวะเวียนไปเยี่ยมบ้านแม่ถ้วน ที่ยังคงอบอวลไปด้วยความร่มรื่นและอบอุ่นในบรรยากาศที่จริงใจ…

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม จังหวัดสุโขทัย

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม เป็นที่ประดิษฐานพระอัจนะนั้น สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม

วัดศรีชุม เป็นศาสนาโบราณสถานแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนอกกำแพงเมืองเดิม ใน ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ซึ่งมีนามว่า “พระอจนะ” องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในมณฑป ซึ่งปัจจุบันยอดพระมณฑปได้พังทลายหมดแล้ว เหลือแต่เพียงผนังกำแพงโดยรอบ ไม่มีหลังคาปกคลุม เป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งจนถึงทุกวันนี้ พระพุทธอจนะ เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และมีมนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมและสักการะอย่างไม่ขาดสาย และถือเป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดสุโขทัย ในปัจจุบันทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ไม่ห่างจากตัวโบราณสถานนัก มีวัดสร้างใหม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ใช้ชื่อว่าวัดศรีชุมเช่นเดียวกัน “วัดศรีชุม” มาจากคำเรียกพื้นเมืองเดิม ซึ่งหมายถึง ต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อ ศรีชุม จึงหมายถึงดงของต้นโพธิ์ แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นั้นว่า “ฤๅษีชุม” วัดศรีชุมนั้น สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ว่า “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้มีพระอจนะ มีปราสาท” พระประธานในมณฑปจึงมีชื่อว่า “พระอจนะ” พระมณฑปกว้างด้านละ 32 เมตร สูง 15 เมตร ผนังหนา 3 เมตร ผนังด้านซ้ายเจาะเป็นทางทำบันได ในผนังขึ้นไปถึงหลังคา ตามฝาผนังอุโมงค์มีภาพเขียนเก่าแก่แต่เลอะเลือนเกือบหมด ภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี เพดานผนังมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเป็นเรื่องในชาดกต่างๆ มีจำนวน 50 ภาพ เรียงประดับต่อเนื่องกัน ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นงานจิตรกรรมไทยที่เก่าแก่ที่สุด ในสมัยอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 ที่เมืองแครง ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ในสมัยอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 ที่เมืองแครง ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ยกเลิกการส่งส่วยให้กับพม่า แต่ยังมีเมืองเชลียง ( สวรรคโลก) ที่ไม่ยอมทำตามพระราชโองการของพระองค์ พระองค์จึงนำทัพเสด็จมาปราบเมืองเชลียง และได้มีการมาชุมนุมทัพที่วัดศรีชุมแห่งนี้ก่อนที่จะไปตีเมืองเชลียง และด้วยการรบในครั้งนั้นเป็นการรบระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ทำให้เหล่าทหารไม่มีกำลังใจในการรบไม่อยากรบ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้วางแผนสร้างกำลังใจให้กับทหาร โดยการให้ทหารคนหนึ่งปีนบันไดขึ้นไปทางด้านหลังองค์พระ และพูดให้กำลังใจแก่เหล่าทหาร ทำให้ทหารเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดตำนานพระพูดได้ที่วัดศรีชุมแห่งนี้ และพระนเรศวรยังได้มีการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นที่วัดแห่งนี้ด้วย  ตามหลักฐานระบุว่าวัดแห่งนี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าลิไท และมีการดูแลบูรณะเรื่อยมา สันนิษฐานว่าวัดนี้ได้ถูกทิ้งร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ 9 ได้มีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ในปี พ.ศ. 2495 โดยเริ่มมีการบูรณะพระพุทธรูปพระอจนะ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และอาจารย์เขียน ยิ้มสิริ วัดจึงอยู่ในสภาพที่เห็นในปัจจุบัน…

สถานที่ท่องเที่ยว ปราสาทหินพนมรุ้ง

สถานที่ท่องเที่ยว ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นหนึ่งในปราสาทหินขอมของไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด!!!

สถานที่ท่องเที่ยว ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ และถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์

สถานที่ท่องเที่ยว ปราสาทหินพนมรุ้ง

ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นโบสถ์พราหมณ์ลัทธิไศวะ มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

แห่งอาณาจักรขะแมร์ได้หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นวัดมหายาน ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ชื่อพนมรุ้งแปลว่าภูเขาใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15-18 จารึกต่าง ๆ ที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งพระนคร (พ.ศ. 1487-1511) ได้สถาปนาเทวสถานถวายพระศิวะที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรก ๆ คงยังไม่ใหญ่โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511-1544) ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด) ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานมีภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู เช่น ศิวนาฏราช (ทรงฟ้อนรำ) ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อวตารของพระนารายณ์ เช่น พระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์) หรือพระกฤษณะ ภาพพิธีกรรม ภาพชีวิตประจำวันของฤๅษีเป็นต้น ในวันที่ 2-4 เมษายน และ 8-10 กันยายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์ขึ้น ส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน ชาวบ้านจะเดินเท้าขึ้นมาเพื่อชมความอลังการที่ผสานระหว่างธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างของบรรพชน นอกจากนี้ในวันที่ 5-7 มีนาคม และ 5-7 ตุลาคม ของทุกปี ดวงอาทิตย์ก็ตก ส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน  คืนวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนเข้าทุบทำลาย รูปปั้นทวารบาลและสัตว์พาหนะ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายศิวลึงค์ โดยลักษณะเป็นการทำลายแขนเทวรูปก่อน แล้วจึงนำแขนเทวรูปไปทุบกับใบหน้าสัตว์พาหนะอื่นๆ โดย เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์อิสระกล่าวว่า การใช้ข้อมือของของทวารบาลเป็นตัวทำลาย นั้นเพราะน่าจะเป็นวัสดุแข็งที่พอจะทำลายสิงห์ ทำลายนาค หรือโคนนทิได้ คงไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดที่จะต้องเน้นว่าเอามือทวารบาลไปทุบ…

สถานที่ท่องเที่ยว-ชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง 

สถานที่ท่องเที่ยว-ชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง  ของจังหวัดจันทบุรี ไม่ควรพลาดมาเดินเล่นชมสถาปัตยกรรม บ้านเรือนโบราณ

สถานที่ท่องเที่ยว-ชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตะวันออก ของชุมชนเก่าริมแม่น้ำจันทบุรี

สถานที่ท่องเที่ยว-ชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง

จันทบุรี จังหวัดใกล้กรุงที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีความครบครันในทุกเรื่อง อยากเที่ยวชิลรับลมทะเลก็มีเพราะเป็น

จังหวัดติดชายทะเล อยากเอาตัวไปจุ่มน้ำแช่น้ำตกเย็นก็มีอีกนั่นแหละ เพราะเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติของป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำ ชุมชนเก่าริมน้ำย่านท่าหลวง หากใครที่มาเยือนจังหวัดจันทบุรี แล้วไม่ควรพลาดมาเดินเล่นชมสถาปัตยกรรม บ้านเรือนโบราณ ที่ ชุมชนริมน้ำจันทบูร ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรี มีจุดเริ่มต้นจากเชิงสะพานวัดจันทร์ เป็นแนวไปตลอดจนถึงชุมชนตลาดล่าง เป็นที่พักอาศัย และร้านค้าของชุมชนที่มีอายุเกือบร้อยปี ซึ่งสร้างมา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะเป็นตึกแถว โบราณมี ลวดลายไม้จำหลักอ่อนช้อย งดงาม อยู่ตามบานประตูหน้าต่างและมุมอาคาร เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่มีการอนุรักษ์เอาไว้เพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันยังมี กองถ่ายละคร และกองถ่ายภาพยนตร์ รวมทั้งภาพยนตร์โฆษณา มาใช้โลเกชั่นบริเวณนี้กันบ่อยครั้ง

 …

สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธาณี (9)

สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธาณี เมืองสุดสวยสุดขอบแดนอีสาน ดินแดนแห่งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์น่าหลงใหล

สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธาณี เมืองสุดสวยสุดขอบแดนอีสาน จังหวัดขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและของประเทศไทย

สถานที่ท่องเที่ยวใน อุบลราชธาณี เมืองสุดสวยสุดขอบแดนอีสาน เมื่อพูดถึงเมืองใหญ่แห่งแดนอีสานใต้ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงจังหวัดอุบลราชธานี

อุบลราชธานี เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและของประเทศไทย มีประชากรถึง 1,869,633 ล้านคน ทั้งยังเป็นตำบลที่ตั้งของเส้นเวลาหลักของประเทศ ที่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก โดยเป็นจังหวัดแรกที่ได้เห็นดวงอาทิตย์ก่อนพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย สามารถชมปรากฏการณ์ตะวันอ้อมโขงในช่วงฤดูหนาวช่วงก่อนสิ้นปีและปีใหม่ และยังมีภาษาถิ่นวัฒนธรรมและประเพณีที่โดดเด่น คือประเพณีแห่เทียนพรรษาทุ่งศรีเมืองอุบลราชธานีและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นผาแต้ม ผาชนะได สามพันโบก เสาเฉลียง น้ำตกแสงจันทร์ และ ความงามตามธรรมชาติของแม่น้ำโขง

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือเป็นจังหวัดที่แม่น้ำสายสำคัญทั้งหมดของภาคอีสานทั้งโขงชีมูลไหลมาบรรจบกัน โดยแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลไหลมารวมกันที่อำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของสถานีรถไฟหลักและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองเช่นจังหวัดอื่นๆทั่วไป ส่วนสถานที่ราชการ ศาลากลางประจำจังหวัด สนามบินอุบลราชธานีอยู่ฝั่งอำเภอเมืองซึ่งเชื่อมกับอำเภอวารินด้วยสะพานรัตนโกสินทร์200ปี และ สะพานเสรีประชาธิปไตย โดยมีแม่น้ำมูลไหลกั้นทุ่งศรีเมืองและอำเภอวารินชำราบ ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงบริเวณจุดชมวิวทางธรรมชาติ โขงสีปูน มูลสีคราม อำเภอโขงเจียมต่อไป

จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากว่า 200 ปี และแหล่งโบราณคดีบ้านก้านเหลืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบ้านก้านเหลือง ตำบลขามใหญ่ ในตัวอำเภอเมือง กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นเมื่อปี 2539 พบโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย เช่น ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผา การทำโลหะผสม กระพรวนสำริด ขวานเหล็ก และแกลบข้าวจำนวนมาก แต่ไม่พบโครงกระดูกมนุษย์ สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีอายุระหว่าง 2,500-2,800 ปีมาแล้ว อยู่ในยุคโลหะตอนปลาย เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ ภายหลังถูกแบ่งออกเป็นจังหวัดใหม่คือจังหวัดยโสธรในปี พ.ศ. 2515 และจังหวัดอำนาจเจริญในปี พ.ศ. 2536 ซึ่งถ้ารวมพื้นที่อีกสองจังหวัดที่แยกออกไป จังหวัดอุบลราชธานีจะมีพื้นที่เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย

ดินแดนแห่งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์น่าหลงใหล เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามแปลกตาในแบบที่ต้องไปสัมผัสด้วยตาตนเองเท่านั้นจึงระรู้ เลยขออาสาพาคุณมาทำความรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานีให้มากขึ้น พร้อมข้อมูลที่จำเป็นต่อการเดินทางที่เราเตรียมไว้เพื่อให้คุณสร้างสรรค์ทริปไปอุบลราชธานีในแบบของตนเองได้อย่างง่ายดาย
อุบลราชธานี (Ubon Ratchathani) เป็นจังหวัดใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และยังตั้งอยู่บนพื้นที่ตะวันออกสุดของประเทศอีกด้วย โดยทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโขงและประเทศลาว ทิศใต้ติดกับประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตกติดกับจังหวัดศรีสะเกษและยโสธร ส่วนทิศเหนือติดกับจังหวัดอำนาจเจริญ ปัจจุบัน จ. อุบลราชธานีถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอีสานใต้ และมีชื่อเสียงจากแหล่งท่องเที่ยวและงานประเพณีที่งดงาม

5.ประเพณี/วัฒนธรรม/กิจกรรมของจังหวัดอุบลราชธานี

งานประเพณีไหลเรือไฟ ในวันออกพรรษา พระสงฆ์ตามวัดต่างๆ จะจัดทำเฮือไฟ (เรือไฟ) ขึ้นในวัดตรงหน้าโบสถ์ ตกกลางคืน จะนำดอกไม้ธูปเทียนมาจุดบูชา เป็นพุทธบูชา ประเพณีอีกอย่างหนึ่งที่นิยมทำกันมากในวันออกพรรษา คือ การปล่อยเรือไฟ ชาวอุบลฯ เรียกว่า ไหลเฮือไฟ คือการนำเอาท่อนกล้วยหรือท่อนไม้มาทำเป็นรูปเรือ เวลาประมาณทุ่มเศษก็จะนำมาจุดไฟ โดยใช้ขี้ไต้หรือน้ำมันยาง แล้วปล่อยเรือให้ไหลไปตามน้ำ จะมีการตีฆ้องตีกลอง การละเล่นรื่นเริงพร้อมกันไปด้วย ภายในตัวจังหวัดจัดขี้นกลางคืนที่แม่น้ำมูล นับเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งของเมืองอุบลราชธานี

งานแข่งขันเรือยาวประเพณี ตามลำน้ำมูลในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงหลังจากเสร็จสิ้นงานบุญประเพณีออกพรรษา (ประมาณเดือนตุลาคม) แล้วมีการจัดแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นหลายแห่ง และที่จัดขึ้นประจำได้แก่ เทศบาลเมืองอุบลฯ
จัดขึ้นบริเวณสะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปี เทศบาลตำบลพิบูลมังสาหาร จัดขึ้นบริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำมูล วัดโพธิ์ตาก
อำเภอพิบูลมังสา

ประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี จัดให้มีขึ้นในวันอาสาฬบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 และวันเข้าพรรษา บริเวณทุ่งศรีเมืองและศาลาจตุรมุข มีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทติดพิมพ์
และประเภทแกะสลัก โดยขบวนแห่จากคุ้มวัดต่างๆ พร้อมนางฟ้าประจำต้นเทียน จะเคลื่อนขบวนจากหน้าวัดศรีอุบลรัตนารามไปตามถนน มาสิ้นสุดขบวนที่ทุ่งศรีเมือง

ประเพณีทำบุญบังไฟ คือบุญเดือนหก ทำขึ้นเพื่อบูชาอารักษ์ มเหศักดิ์หลักเมือง ถือเป็นประเพณีขอฝน ที่ได้ทำมาตั้งแต่บรรพกาล คำว่า บั้งไฟ หมายถึง กระบอกไม้ไผ่ที่นำมาบรรจุดินประสิว ผสมกับถ่านไฟ บดให้ละเอียดแล้วอัดลงในกระบอกไม้ไผ่ บั้งไฟมี 3 ขนาด
คือ บั้งไฟน้อย บั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสนการแห่บั้งไฟ มักจะจัดเป็น ขบวนฟอนรำ หรือเซิ้ง ซึ่งมีลีลาที่งดงาม อ่อนช้อย ตามประเพณีของหมู่บ้านนั้นๆ บางทีก็มีการประกวดประชันกัน ในด้านความสวยความงามหลายรูปแบบ
นับเป็นเทศกาลที่สนุกสนานเพลินตา เพลินใจ

ประเพณีเชิดชูความดี สดุดีวีรกรรมเจ้าคำผง เดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถือว่าเป็นเดือนที่มีความสำคัญต่อชาวอุบลฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวันที่ชาวอุบลฯ ร่วมใจกันจัดงาน น้อมสดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง) ผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี
โดยถือเอาวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรม เป็นวันจัดงานรำลึก มีการจัดกิจกรรมและพิธีการต่างๆ มากมาย เช่น นิทรรศการประวัติเมืองอุบลราชธานี พิธีอัฐเชิญดวงวิญญาณเจ้าคำผง และขบวนเครื่องยศเจ้าเมืองโบราณ
จากวัดหลวงไปยังอนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ ณ บริเวณทุ่งศรีเมืองพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าให้พระปทุมราชวงศา (เจ้าคำผง) เป็นพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง)
และเสริมนามเมืองอุบลขึ้นเป็นเมีองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช เมื่อพ.ศ. 2335 พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ ครองเมืองอุบลราชธานีมาเป็นเวลา 17 ปี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2338 สิริอายุได้ 85 ปี

 

 …