สถานท่องเที่ยว ทยอยผลิดอกชมพูหวาน ชื่นชมความสวยงามของนางพญาเสือโคร่ง จังหวัดเล

สถานท่องเที่ยว ทยอยผลิดอกชมพูหวาน พร้อมอัปเดตความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปเช็กอินชื่นชมกัน

สถานท่องเที่ยว ทยอยผลิดอกชมพูหวาน

ช่วงรอยต่อระหว่างปลายปี 2562 และต้นปี 2563 ถือเป็นช่วงนาทีทองแห่งการท่องเที่ยว ณ ภูลมโล อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับชมความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานทั่วทั้งหุบเขา เมื่อนั้นจะกลายเป็นทัศนียภาพสวยงามและน่าจดจำ และเมื่อทุกคนต่างเฝ้ารอคอย วันนี้เราเลยขออัปเดตความเคลื่อนไหวของดอกนางพญาเสือโคร่ง ภูลมโล 2563 มาฝากกัน
จากเฟซบุ๊ก ภูลมโล,ซากุระเมืองไทย,นางพญาเสือโคร่ง,กกสะทอน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ได้อัปเดตการบานของนางพญาเสือโคร่ง ไว้ว่า “ภาพรวมสลัดใบทิ้งรอการออกดอก เริ่มทยอยออกดอกมากขึ้น แต่ภาพรวมยังถือว่าน้อยมาก ๆ”
แต่ถึงอย่างนั้น…นี่ก็เป็นสัญญาณแห่งความงามช่วงหน้าหนาวที่หลายคนเฝ้ารอคอย กลีบดอกสีชมพูระเรื่อ ช่างเป็นภาพชวนฝันเสียจริง ๆ โดยในวันที่ 1 มกราคม 2563 นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเที่ยวชมภูลมโล (หรือถ้าจะเข้าชมก่อนก็สามารถทำได้ แต่อาจจะไม่ได้สวยงามตระการตาสมดังใจ) ทั้งนี้จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบสำคัญ นั่นคือ งดการนำเอาถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น กล่องอาหารโฟม เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก และรักษาระบบนิเวศของธรรมชาติ
แน่นอนว่าการเดินทางไปชมความงดงามของของดอกนางพญาเสือโคร่ง ณ ภูลมโล หลายคนเดินทางมาพร้อมกับความคาดหวัง หวังว่าจะเห็นการออกดอกบานสะพรั่งทั่วทั้งพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การออกดอกส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นตัวแปรสำคัญ เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจึงไม่สามารถระบุวันที่ออกดอกเป๊ะ ๆ ได้เลยเสียทีเดียว หากแต่โดยปกติแล้วต้นนางพญาเสือโคร่งจะมีวัฏจักรการออกดอกแต่ละช่วงเดือน ดังนี้
– ช่วงเดือนตุลาคม : ต้นนางพญาเสือโคร่งเข้าสู่การสลัดใบทิ้ง
– ช่วงเดือนพฤศจิกายน : ต้นนางพญาเสือโคร่งสลัดใบทิ้งมากขึ้น และมีปุ่มดอกให้เห็น
– ช่วงเดือนธันวาคม : ต้นนางพญาเสือโคร่งสลัดใบทิ้งเกือบทั้งหมด และเริ่มมีดอกในบางแปลง ดอกจะเริ่มทยอย ๆ ออกประมาณปลายเดือนธันวาคม
– ช่วงเดือนมกราคม : ต้นนางพญาเสือโคร่งทยอยออกดอกมากขึ้น ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมเป็นต้นไปจะออกดอกเยอะมากขึ้น
– ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ : ต้นนางพญาเสือโคร่งทยอยออกดอกไปจนถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ถ้าอากาศช่วงนี้ยังหนาวเย็นอยู่ ก็จะยืดช่วงเวลาออกดอกเพิ่มอีก…

สถานที่ท่องเที่ยว ชมทุ่งดอกทานตะวัน เขาใหญ่ที่สวยงามที่และฟินกับบรรยากาศที่ดีที่สุดเชื่อได้ว่าหลายๆคนต้องอยากไป

สถานที่ท่องเที่ยว ชมทุ่งดอกทานตะวัน เป็นทุ่งทานตะวันที่สวยและฟินกับรรยากาศสุดไปเลยจ้าา!!!

สถานที่ท่องเที่ยว ชมทุ่งดอกทานตะวัน

การเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ในฤดูหนาว ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการท่องเที่ยวหน้าหนาวที่ใครหลายคนใฝ่ฝันถึง เพราะนอกจากจะบรรยากาศดีมาก ๆ แล้ว ยังมีรูปสวย ๆ

ไว้ให้อัปโหลดขึ้นโซเชียลตลอดฤดูกาลกันด้วย และสำหรับใครที่กำลังรอคอยทุ่งดอกทานตะวันอยู่ มาแอบบอกข่าวดีกันหน่อยว่าตอนนี้ที่เที่ยวเขาใหญ่ สุดฮิตอย่างทุ่งทานตะวัน เขาใหญ่ที่ไร่มณีศร บานสะพรั่งแล้วนะ สวยมาก ๆ ด้วย ไร่มณีศร ทุ่งทานตะวัน เขาใหญ่ ตั้งอยู่ที่ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นแปลงปลูกดอกทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งมีการเปิดให้เข้าเที่ยวชมทุกปี และสำหรับปีนี้ทุ่งดอกทานตะวันแปลงแรกก็บานสวยสะพรั่งแล้ว มาทันความหนาวเย็นพอดีเป๊ะ ! และแน่นอนว่าความสวยงามก็ยังคงเดิม ดอกทานตะวันสีเหลืองสวยสดใสกว่า 100 ไร่ ค่อย ๆ พากันชูช่อรับแสงแดดยามเช้า แสงอาทิตย์จะไล่สาดส่องไปบนทุ่งทานตะวันทีละน้อยจนทั่วทั้งแปลงกว้างใหญ่ ดอกทานตะวันจะชูดอกรับแสงอาทิตย์กันงาม ๆ ตลอดทั้งวัน มีสายลมเย็นพัดผ่านให้พอชื่นใจ มีฉากหลังเป็นแนวภูเขาน้อยใหญ่งดงาม มองไปทางไหนก็สดชื่นเพลินตา นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกัน ยังมีทุ่งปอเทืองสวย ๆ ให้ได้ไปเดินถ่ายรูปกันจนหนำใจอีกต่างหาก สวยงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว สีเหลืองสะพรั่งทั่วทั้งหุบเขา ดอกเล็กดอกน้อยพากันแย้มกลีบบานต้อนรับหน้าหนาวอย่างคึกคัก ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยสะกดสายตา…

สถานที่ท่องเที่ยว ดอยบ่าโจ๊ะโข้ว จ.เชียงใหม่ เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในใจของใครหลายคน

สถานที่ท่องเที่ยว ดอยบ่าโจ๊ะโข้ว จ.เชียงใหม่ นอกจากที่เที่ยวจะหลากหลายแล้ว

สถานที่ท่องเที่ยว ดอยบ่าโจ๊ะโข้ว จ.เชียงใหม่

เชียงใหม่ จังหวัดที่หลายคนคุ้นเคย เผลอ ๆ อาจเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในใจของใครหลายคน เพราะนอกจากที่เที่ยวจะหลากหลายแล้ว ไม่ว่าจะไปเที่ยวกี่ครั้ง ก็มักจะได้ความประทับใจใหม่ ๆ

กลับมาด้วยเสมอ อย่างวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “ดอยบ่าโจ๊ะโข้ว” อีกหนึ่งที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก แต่ถ้าใครมีโอกาสไปเยือนรับรองว่าต้องหลงรักแบบหมดใจ ดอยบ่าโจ๊ะโข้ว ตั้งอยู่ที่บ้านขุนแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เที่ยวแนวธรรมชาติที่พร้อมให้คุณได้สัมผัสกับอีกหนึ่งมุมความสวยงามของเชียงใหม่ ในแบบที่คุณเองก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีแบบนี้ด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าดอยบ่าโจ๊ะโข้วก็คงไม่น่าจะต่างกับที่เที่ยวจุดชมวิวอื่น ๆ ใครที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่ ขอกระซิบบอกไว้ตรงนี้เลยว่า…มีอะไรที่มากกว่านั้นซ่อนอยู่อีกเพียบ  เต็มอิ่มกับวิวธรรมชาติแบบ 360 องศา ท่ามกลางทุ่งหญ้าดอกหญ้า ที่พัดพลิ้วปลิวไสวไปกับสายลม มองออกไปเบื้องหน้า เห็นความยิ่งใหญ่ของขุนเขาตั้งตระหง่าน โอบล้อมทุกสรรพสิ่งด้วยความยินดี ปกติแล้วนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวที่นี่จะมาเฝ้ารอชมความสวยงามของพระอาทิตย์ยามขึ้นและตกดิน แสงสีส้มทองพ่องอำไพ ทอดยาวทอแสงประกายไล่เฉดสีตามขอบฟ้า นอกจากจุดชมวิวสวย ๆ ที่เราจะได้เห็นกันเต็มตาแล้ว ยังมีไร่กะหล่ำปลีให้คุณได้เที่ยวชม พร้อมกับแอ็คท่าถ่ายรูปสวย ๆ รับรองว่าถ้าลงโซเชียลต้องเรียกคะแนนกดไลก์ได้เพียบ แต่เนื่องจากว่าเส้นทางขึ้นไปยังดอยบ่าโจ๊ะโข้ว เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเดินทางได้ยาก นักท่องเที่ยวจึงไม่สามารถเดินทางขึ้นไปเที่ยวเองได้ และจำเป็นที่จะต้องให้ชาวบ้านพาขึ้นไป หรือทางที่ดีสามารถติดต่อการเดินทางได้ที่ ขุนแปะบ้านไผ่ โฮมสเตย์ โดยจะทำการรับ-ส่งจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ ขึ้นดอยบ่าโจ๊ะโข้ว (ใช้เวลาเดินทาง 50 นาที) ดูพระอาทิตย์ขึ้น ยลโฉมทะเลหมอก และไร่กะหล่ำปลี ราคา 1,500 บาท ต่อ 1 คันรถ นั่งได้ 8 คน ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ขุนแปะบ้านไผ่ โฮมสเตย์ ใครกำลังมองหาที่เที่ยวเชียงใหม่ที่โลเคชั่นไม่ซ้ำใคร ดื่มด่ำกับความสวยงามของธรรมชาติแบบเต็ม ๆ “ดอยบ่าโจ๊ะโข้ว” จึงเป็นหนึ่งในที่เที่ยวทุกคนไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งในช่วงหน้าหนาวนี้ รีบเที่ยวก่อนที่ลมหนาวจะจากเราไปกันนะ…

สถานที่ท่องเที่ยว ภูห้วยอีสัน จังหมดหนองคลาย เป็นแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสไปเยือนหนองคาย

สถานที่ท่องเที่ยว ภูห้วยอีสัน เป็นแลนด์มาร์ที่ไม่ควรพลาด อันซีนแดนอีสาน

สถานที่ท่องเที่ยว ภูห้วยอีสัน

“ภูห้วยอีสัน” คิดว่าหลาย ๆ คนอาจยังไม่เคยได้ไปหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน ถามว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ก็ต้องบอกว่ามันมีเหตุผลมากมายเช่นกันที่ต้องมาที่นี่ ในขณะเดียวกันก็มีแค่เหตุผลเดียวที่ต้องมาให้ได้ นั่นก็คือจินตนาการในแบบที่เรามีว่าจะเป็นรูปแบบและเป็นแบบไหนกัน

ภูห้วยอีสัน ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ห่างจากเชียงคานหรือจุดชมวิวภูทอกราว ๆ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว ๆ ชั่วโมงนิด ๆ ก็มาถึง เพิ่งค้นพบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และเป็นอันซีนแบบไทยแท้แน่นอน

ความงดงามของภูห้วยอีสันอยู่ตรงไหน ? มันเป็นมุมมองทะเลหมอกในแบบอันซีนแบบไทยแท้ แบบฉบับลูกทุ่ง เป็นมุมมองทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ที่ไหน ๆ ได้บรรยากาศแบบดิบ ๆ กับมุมมองที่เราไม่ค่อยได้เห็นวิวทะเลหมอกจากมุมสูง แล้วสามารถมองเห็นแม่น้ำโขงแบบเน้น ๆ ชัด ๆ ขนาดนี้ เป็นมุมมองฟิลสัมผัส รู้สึกจับต้องได้ สัมผัสได้ประมาณนั้น การที่มันเป็นอันซีนมันคือความสดใหม่ในแบบที่เราอาจจิตนาการไปไม่ถึงและคาด เดาได้ยากเช่นกัน ไอ้ความรู้สึกแบบนี้ละที่บอกว่าเราต้องมา ต้องไปให้ได้เห็น ต้องไปให้ได้รู้ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไปที่นี่ 3 ปีติดต่อกัน

ช่วงไหนน่าเที่ยวสุด ? สำหรับผมต้องเป็นช่วงที่สามารถเห็นทะเลหมอกได้สวยที่สุด ก็ต้องอยู่ในช่วงหนาวหนัก ๆ ปลายพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี ทะเลหมอกมักจะมาแบบเน้น ๆ มาแบบเต็ม ๆ ในช่วงอากาศหนาว ๆ ลมนิ่ง ๆ แล้วถ้าถามกันชัด ๆ ว่าช่วงวันไหนที่ดีที่สุดที่จะได้เห็นทะเลหมอก ? คำตอบของคำถามนี้กับวันที่ทะเลหมอกมา นั่นคือวันที่ 2 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 หลังจากที่อุณหภูมิลดต่ำลง ที่เราจะได้เห็นทะเลหมอกของที่นี่

ที่พักล่ะ ? ที่พักมีหลายที่ครับในตำบลบ้านม่วงที่อยู่ใกล้ ๆ กับจุดชมวิวภูห้วยอีสัน หรือถ้าใครอยากไปนอนที่ตัวอำเภอสังคมก็ได้ อยู่ห่างจากจุดชมวิวราว ๆ 10 กิโลเมตร แต่ถ้าแนะนำให้นอนที่บ้านม่วงเลย มีทั้งบ้านพัก/นอนเต็นท์ (แม่โขงริเวอร์วิวรีสอร์ท/ครัวไม้น้ำ) ตื่นเช้าตีห้ากว่า ๆ ก็ขึ้นรถอีแต๊ก ที่มีบริการไว้ในจุดที่ให้บริการ และใช้เวลาในการนั่งรถอีแต๋นขึ้นภูราว ๆ 20 นาทีเท่านั้นเอง

ยังจำความรู้สึกของภูห้วยอีสันในปีนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะต้องทำให้ผมกลับไปที่นี่ถึง 3 ครั้ง ในช่วงฤดูหนาวของปีนี้ <พฤศจิกายน 2557-มกราคม 2558> ทริปแรกของฤดูหนาวปีนี้เกิดขึ้นมาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 พวกเราพักกันที่ แม่โขงริเวอร์วิวรีสอร์ท ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดบริการพาเที่ยว

แล้วเช้านั้นผมก็ตื่นแต่เช้ามืด รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่เอื้อให้เกิดทะเลหมอก อากาศที่คาดว่าจะหนาวกลับอุ่นขึ้นแบบที่ไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวเลย ความคาดหวังของผมนะหรือมีแค่ไหน ? ก็มีขนาดขับรถมาตั้ง 700 กิโลเมตร เพื่อมาที่นี่ สิ่งที่ผมอยากเห็นคือความทรงจำแบบที่ผมหลงรัก “ทะเลหมอกสีขาววิวแม่น้ำโขง” ตอนที่นั่งรถอีแต๊กขึ้นมาผมก็มองลงไปทางด้านหลังตลอดว่า…มีหมอกไหม ? ทั้ง ๆ ที่รู้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ด้านล่างว่าวันนี้ไม่มีแน่ ๆ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะลุ้นทุกที ทะเลหมอกที่เหมือนไม่มีเลยสักนิด แต่กลับค่อย ๆ พองตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ได้ยินนักท่องเที่ยวตะโกนดังขึ้นมาว่า “มาแล้ว นี่แหละพลังของแม่น้ำโขง” ความคาดหวังที่เหมือนหายไปในตอนเช้ามืด เริ่มกลับเข้ามาทีละนิด ๆ แต่ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจว่ามันจะมาได้แค่ไหนกับอากาศที่ไม่ได้หนาวเลย พอทะเลหมอกไม่มาอย่างที่คิดความรู้สึกบางอย่างของผมก็เริ่มลดลงทันที แต่ในขณะเดียวกันบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของผมทีละนิด ๆ ยังคงทำแบบเดิม ๆ เหมือนกับทุก ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหน นั่นคือเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศของขุนเขาและสายหมอกขาว…

ป่าสนวัดจันทร์ สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา ม่านหมอกและสายลมอันหนาวเย็น

ป่าสนวัดจันทร์  สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา ที่มีธรรมชาติสวยงามและสวยมาก!!!!

ป่าสนวัดจันทร์  สถานที่ท่องเที่ยวดินแดนกลางหุบเขา

าสนวัดจันทร์หากคุณกำลังเบื่อกับที่เที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ เบื่อที่จะไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวเดิมๆ วันนี้ มีที่เที่ยวแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ที่น้อยคนนักจะรู้จักมาแนะนำให้รู้จักกันโดยเราจะพาเดินทางไปที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 4 ชั่วโมง จุดหมายปลายทางของเรามีชื่อว่า “ป่าสนวัดจันทร์” หรือ “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์”

ที่นี่ถือว่าเป็นดินแดนในฝันที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกที่เกิดขึ้นมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ไฮไลท์ของที่นี่คือป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในช่วงหน้าหนาวจะมีสายหมอกลอยต่ำปกคลุมไปทั่วพื้นที่

ซึ่งหากใครนึกภาพไม่ออกให้ลองนึกถึงปางอุ๋งที่แม่ฮ่องสอนที่นี่จะมีลักษณะภูมิประเทศคล้ายๆ กัน แต่ความเงียบสงบและไม่วุ่นวายนั้นที่นี่ชนะเลิศ พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมด้วยม่านหมอกหนาๆ ถือเป็นโลเคชั่นสุดโรแมนติกที่น่าพาคนรักมาสวีทกันที่นี่ นอกจากนี้ในช่วงหน้าหนาวยังมีใบเมเปิ้ลสีแดงสดให้ชมด้วย ไม่น่าเชื่อว่าบรรยากาศแบบนี้จะอยู่ในเมืองไทย ใครอยากจะซึมซับกับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ให้เต็มที่ต้องลองไปกางเต็นท์นอนกลางสายหมอกแห่งป่าสนวัดจันทร์ดูสักคืน รับรองว่าตื่นเช้ามารอบตัวคุณจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นหมอกหนาในยามเช้าแน่นอน…

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามที่ใครๆก็อยากไป

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด

สถานที่ท่องเที่ยว น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์

ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมี สภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกไหลมา จากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้ง ทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ นับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น เช่น ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี…

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง เป็นวัดที่มีกำแพงหน้าอุโบสถสวยงามที่สุด

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง กำแพงสีทองอร่ามนี้บอกเล่าเรื่องราวของพระเวชสันดรชาดกและรามเกียรติ์ได้อย่างดี

สถานที่ท่องเที่ยว วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หลวงพระบาง

วัดใหม่สุวรรณภูมาราม หรือที่คนลาวเรียกสั้นๆ ว่า “วัดใหม่” เป็นวัดที่มีกำแพงหน้าอุโบสถสวยงามที่สุด กำแพงสีทองอร่ามนี้บอกเล่าเรื่องราวของพระเวชสันดรชาดกและรามเกียรติ์ได้อย่างดี ทำให้วัดใหม่สุวรรณภูมารามดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นตั้งแต่เดินขึ้นมาที่ระเบียงอุโบสถ วัดใหม่ตั้งอยู่ที่ถนนศรีสว่างวงศ์ ใกล้กับพระราชวังหลวงพระบาง สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 และได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์จึงทำให้มีการบูรณะและสร้างเพิ่มเติมหลายครั้ง

ประวัติความเป็นมา
วัดใหม่สุวันนะพูมาราม หลวงพระบาง ประเทศสปป.ลาว
วัดใหม่สุวรรณภูมารามหรือ วัดใหม่สุวันนะพูมาราม เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชบุญทัน ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์สุดท้ายของลาวมาก่อน อุโบสถของวัดนี้สร้างด้วยเครื่องไม้มีหลังคาซ้อนกัน ห้าชั้นตามแบบหลวงพระบาง กำแพงพระระเบียงด้านหน้า ทำเป็นลายรดน้ำปิดทองเล่าเรื่องรามายณะและพระเวสสันดรชาดก พระบางเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งปีพ.ศ. 2437 จึงได้อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานในหอพระบางภายในพระราชวัง โดยในวันปีใหม่จะมีการแห่แหน พระบางออกมา ให้ประชาชนได้สักการะบูชา ซึ่งปัจจุบันวัดใหม่ได้ใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม

พระพุทธรูปปางนาคปรก,ปางมารวิชัย,ปางห้ามญาติ
พระพุทธรูปปางนาคปรก (ซ้าย) ปางมารวิชัย (กลาง) ปางห้ามญาติ (ขวา)
สิ่งก่อสร้างสำคัญ คือ สิม ซึ่งเกิดจากการผสมผสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน เรียกว่า สิมแบบผสมผสาน สิมแห่งนี้ตกแต่งด้วยลายฟอกคำอย่างสิมแบบหลวงพระบาง หลังคามีการซ้อนชั้นแบบเชียงขวางและมีคอสองแบบไทลื้อ ส่วนทวารบาลมีรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงการนำศิลปะแบบต่างๆ ผสมเข้าด้วยกัน เช่น สลักรูปเทวดาถือช่อดอกกระดังงา ตามแบบที่นิยมในศิลปะลาว

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม
ด้านหน้าของสิมวัดใหม่ ผสมผสานแบบเชียงขวางและไทลื้อ
ขณะเดียวกันก็มีรูปมังกรแบบจีนสลักไว้ด้านล่าง ส่วนภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง คนลาวเรียกว่า “พระเอ้” และพระพุทธรูปทรงเครื่องต้นอย่างพระมหาจักรพรรดิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ส่วนผนังด้านในประดับพระพิมพ์ปิดทององค์เล็กๆ เป็นหมื่นองค์ รวมถึงภาพปูนปั้นปิดทองเรื่องพระเวสสันดรที่แฝงด้วยเรื่องราวการดำเนินชีวิตของชาวเมืองหลวงพระบาง…

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน วัดดังสีขาวสวยสง่าที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก สถาปัตยกรรมการสร้างที่อ่อนช้อยสวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถาปัตยกรรมการสร้างที่อ่อนช้อยสวยงาม เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

สถานที่ท่องเที่ยว วัดร่องขุน

เมื่อเราไปถึงเชียงราย จังหวัดเหนือสุดในสยาม เราก็คงคิดถึงธรรมชาติบนดอยที่สวยงาม อย่างเช่น แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และวัฒนธรรมอันงดงาม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนนิยมไป นั่นก็คือ วัดร่องขุ่น ซึ่งก่อตั้งโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ดังนั้นวันนี้ขอพาทุกคนไปชมความงดงามของวัดร่องขุ่นพร้อมทำความรู้จักกับวัดนี้กัน วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2540 จากเดิมมีเนื้อที่3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่9 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างวัดมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ
ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัย รักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงปรารถนาที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน
ที่ตั้ง
วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดบ้านเกิดของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ วัดร่องขุ่นอยู่ก่อนตัวเมืองเชียงรายประมาณ13 กิโลเมตร ตรงสามแยกไฟแดงทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ จะเป็นที่ตั้งของวัดร่องขุ่น ซึ่งห่างถนนใหญ่เพียง100 เมตร เท่านั้น

ความหมายของอุโบสถ
สีขาว : พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า
สะพาน : การเดินข้ามจากวัฎสงสารสู่พุทธภูมิ
เขี้ยว หรือ ปากพญามาร : กิเลสในใจ
สันของสะพาน : มีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16
กึ่งกลางของสะพาน : เขาพระสุเมรุดอกบัวทิพย์ : มี 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
บันไดทางขึ้น : มี 3 ขั้นแทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

วัดดังสีขาวสวยสง่าที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เลื่องลือด้วยงานออกแบบและการสร้างอันวิจิตร ประหนึ่งวิมานเทพ แดนสวรรค์บนดิน วัดแห่งนี้ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นโดยศิลปินแห่งชาติ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ด้วยความตั้งใจที่จะถวายวัดแห่งนี้ให้เป็นสมบัติของชาติ โดย อ. เฉลิมชัยได้เอ่ยถึงแรงบันดาลใจสำคัญ 3 สิ่งในการสร้างวัดแห่งนี้ คือ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ นอกจากงานสถาปัตยกรรมการสร้างที่อ่อนช้อยสวยงามแล้ว งานประติมากรรม และพุทธประติมากรรม งานแกะสลัก และงานช่างศิลป์ต่างๆ ภายในวัดนั้น ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านศิลปะและจิตใจหาใดเปรียบมิได้ และแน่นอนว่าวัดร่องขุนแห่งนี้ก็จัดเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คเมืองไทยอันดับต้นๆ แห่งยุคสมัยปัจจุบัน แถมยังติดอันดับวัดสวยที่สุดในโลกที่จัดอันดับในหลายสถาบันด้วย…

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้ แห่งจังหวัดตรังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมาก

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้ จังหวัดตรังที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม

สถานที่ท่องเที่ยว ถ้ำมรกตเพชรแท้

บ่อยครั้งที่เรามักจะคิดถึงทะเลฝั่งอันดามันโดยมี ภูเก็ต กระบี่ หรือพังงา ผ่านเข้ามาเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของความคิด แต่ก็มีนักนิยมท่องทะเลอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกจ.ตรัง เป็นจุดหมายปลายทางแรกของทริปทะเลใต้ เพราะความใสสะอาดที่ธรรมชาติยังไม่ถูกรบกวนมากเกินไป (หากเทียบกับภูเก็ตที่ใกล้โรยรา) หรืออาจจะมีสีสันของนักท่องเที่ยวคอเดียวกันให้เพลิดเพลินสายตา มากกว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ชาวต่างชาติเรียงรายไปทั่วอย่างกระบี่หรือ พังงา จนบางครั้งก็ชักไม่แน่ใจว่า นี่เรากำลังเที่ยวอยู่ในเมืองไทยของเราแน่ บนดินแดนผืนย่อมๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งมีพื้นที่ฝั่งตะวันตกแนบชิดติดทะเลอันดามัน ดินแดนแห่งนี้คือที่ตั้งของเกาะแก่งที่เรียงรายรอบแนวอาณาบริเวณเขตพื้นที่ จ.ตรัง จังหวัดที่เขาว่ากันว่า ยังไม่มีอะไรมาพรากความสวยงามทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น มนต์เสน่ห์แห่งการท่องเที่ยวและอาหารการกิน จึงเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ชักชวนให้ใครต่อใครอยากมาสัมผัสกับจังหวัดตรังใน หลายๆ แง่มุม นับเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จ.ตรังในวันนี้ก็ยังคงมีความตื่นตาตื่นใจให้ได้พบเห็น ยิ่งกับธรรมชาติทางทะเลด้วยแล้ว ก็ยิ่งคุ้มที่ได้มาพบเห็น และอัญมณีที่ควรค่าแห่งการมาปลดปล่อยตัวเองไปกับฟ้าใสและชายหาดสวยอย่าง “เกาะมุก” คือที่ๆ เราประทับใจและอยากบอกต่อให้ใครต่อใครได้ไปสัมผัสกันสักครั้งหนึ่งในชีวิต เกาะมุก ถือเป็นเกาะใหญ่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของน่านน้ำตรัง ไม่ใช่เพียงแค่ความเขียวใสของน้ำทะเลที่สะท้อนออกมาเป็นความงามล้ำค่าแห่ง อันดามัน ที่ไม่น้อยหน้าภูเก็ตหรือกระบี่อย่างที่เราคุ้นเคยกันมา ลักษณะของเกาะมุกโดยมากแล้วจะเป็นโขดผาสูงตระหง่าน หันหน้าออกสู่ทะเลใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก ขณะอีกฟากหนึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และจากฝั่งนี้เองที่เป็นประตูสู่ถ้ำซึ่งแต่เดิมมีเพียงนกนางแอ่นที่หลบมุม ซุ่มซ่อนรัง กระทั่งความงามของถ้ำได้ถูกเปิดเผยเมื่อถึงช่วงน้ำลง เราและโลกจึงได้รู้จักกับ “ถ้ำมรกต” อันงดงามตระการตา ลักษณะของถ้ำมรกตจะนั้น บริเวณปากถ้ำจะเป็นโพรงเล็กๆ สูงพ้นระดับน้ำไม่มากและมีเพียงเรือพายเล็กๆ เท่านั้นที่ลอดผ่านเข้าไปได้ เมื่อพายเรือเล็กผ่านพ้นปากถ้ำเข้าไป ก็จะต้องเลาะลัดกับความคดเคี้ยวอีกเกือบ 100 เมตร เพื่อจะทะลุออกไปยังปากถ้ำอีกฝั่งซึ่งมีความตื่นตาตื่นใจรออยู่ นั่นคือหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผา ตัดกับแผ่นฟ้าสีครามสดใสเบื้องหน้า งามอย่างไม่อาจหาที่ใดมาเปรียบได้
และหากยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือพอที่จะผจญภัยต่อในตัวเมืองตรัง ก็อย่าได้พลาดที่จะตามรอย 10 โบราณสถานเมืองตรัง ตั้งแต่สถานีรถไฟไปยันแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่อย่างบ้านแม่ถ้วน หลีกภัย บ้านพักธรรมดาๆ ที่กลายมาเป็นเรือนรับรองให้ใครต่อใครไปเยี่ยมเยียนแม่ถ้วนในยุคที่อดีตนายก รัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ยังดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศไทยเรา แม้ว่าปัจจุบันแม่ถ้วนจะจากไปนานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีผู้แวะเวียนไปเยี่ยมบ้านแม่ถ้วน ที่ยังคงอบอวลไปด้วยความร่มรื่นและอบอุ่นในบรรยากาศที่จริงใจ…

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม จังหวัดสุโขทัย

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม เป็นที่ประดิษฐานพระอัจนะนั้น สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว

สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานวัดศีชุม

วัดศรีชุม เป็นศาสนาโบราณสถานแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนอกกำแพงเมืองเดิม ใน ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ซึ่งมีนามว่า “พระอจนะ” องค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในมณฑป ซึ่งปัจจุบันยอดพระมณฑปได้พังทลายหมดแล้ว เหลือแต่เพียงผนังกำแพงโดยรอบ ไม่มีหลังคาปกคลุม เป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งจนถึงทุกวันนี้ พระพุทธอจนะ เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และมีมนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมและสักการะอย่างไม่ขาดสาย และถือเป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดสุโขทัย ในปัจจุบันทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ไม่ห่างจากตัวโบราณสถานนัก มีวัดสร้างใหม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ใช้ชื่อว่าวัดศรีชุมเช่นเดียวกัน “วัดศรีชุม” มาจากคำเรียกพื้นเมืองเดิม ซึ่งหมายถึง ต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อ ศรีชุม จึงหมายถึงดงของต้นโพธิ์ แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นั้นว่า “ฤๅษีชุม” วัดศรีชุมนั้น สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ว่า “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้มีพระอจนะ มีปราสาท” พระประธานในมณฑปจึงมีชื่อว่า “พระอจนะ” พระมณฑปกว้างด้านละ 32 เมตร สูง 15 เมตร ผนังหนา 3 เมตร ผนังด้านซ้ายเจาะเป็นทางทำบันได ในผนังขึ้นไปถึงหลังคา ตามฝาผนังอุโมงค์มีภาพเขียนเก่าแก่แต่เลอะเลือนเกือบหมด ภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี เพดานผนังมีแผ่นหินชนวนสลักภาพลายเส้นเป็นเรื่องในชาดกต่างๆ มีจำนวน 50 ภาพ เรียงประดับต่อเนื่องกัน ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นงานจิตรกรรมไทยที่เก่าแก่ที่สุด ในสมัยอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 ที่เมืองแครง ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ในสมัยอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. 2127 ที่เมืองแครง ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ยกเลิกการส่งส่วยให้กับพม่า แต่ยังมีเมืองเชลียง ( สวรรคโลก) ที่ไม่ยอมทำตามพระราชโองการของพระองค์ พระองค์จึงนำทัพเสด็จมาปราบเมืองเชลียง และได้มีการมาชุมนุมทัพที่วัดศรีชุมแห่งนี้ก่อนที่จะไปตีเมืองเชลียง และด้วยการรบในครั้งนั้นเป็นการรบระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ทำให้เหล่าทหารไม่มีกำลังใจในการรบไม่อยากรบ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้วางแผนสร้างกำลังใจให้กับทหาร โดยการให้ทหารคนหนึ่งปีนบันไดขึ้นไปทางด้านหลังองค์พระ และพูดให้กำลังใจแก่เหล่าทหาร ทำให้ทหารเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดตำนานพระพูดได้ที่วัดศรีชุมแห่งนี้ และพระนเรศวรยังได้มีการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นที่วัดแห่งนี้ด้วย  ตามหลักฐานระบุว่าวัดแห่งนี้ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าลิไท และมีการดูแลบูรณะเรื่อยมา สันนิษฐานว่าวัดนี้ได้ถูกทิ้งร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ 9 ได้มีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ในปี พ.ศ. 2495 โดยเริ่มมีการบูรณะพระพุทธรูปพระอจนะ โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และอาจารย์เขียน ยิ้มสิริ วัดจึงอยู่ในสภาพที่เห็นในปัจจุบัน…