สถานที่ท่องเที่ยว ปิล๊อก

สถานที่ท่องเที่ยว ปิล๊อก น้ำตกสวยงานมาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อรำลึกถึงอดีตแต่ก็ยังเป็นความงดงามที่เจือความขมขื่น

สถานที่ท่องเที่ยว ปิล๊อก เป็นความงดงามที่เจือความขมขื่น

สถานที่ท่องเที่ยว ปิล๊อก

เป็นภาพที่ติดตราตรึงในความทรงจำของคนทั่วไปที่มีต่อจังหวัดกาญจนบุรีแม้ว่าปัจจุบันสถานที่ในประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากภาพรอยจารึกความโหดร้ายและความน่าเศร้าสลดใจมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อรำลึกถึงอดีตแต่ก็ยังเป็นความงดงามที่เจือความขมขื่น

แต่ในอีกมุมหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีกลับให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลไม่มีเรื่องเศร้าหรือร่องรอยสงครามมาหลอกหลอน ด้วยอากาศเย็นบนยอดดอยทิวทัศน์สีเขียวของพรรณไม้บนแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่ทอดยาวตั้งแต่ด่านเจดีย์สามองค์จรด จ.ระนอง แลเห็นชายแดนไทยพม่าที่มีธงชาติของบ้านพี่เมืองน้อง (ไทย-สหภาพพม่า) โบกสะบัดอยู่ลิบๆแสงดาวที่ส่องสกาวสุกสดใสนับหมื่นดวงต่างเปล่งแสงท้าทายสายตาให้จ้องมองจนเวลาล่วงเป็นวันใหม่ กับหนทาง 399โค้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนสถิตอยู่ที่ “ต.ปิล๊อก” ตำบลเล็ก ๆ ใน อ.ทองผาภูมิ ของจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสงครามมาก่อน

ที่มาที่ไปของคำว่า “ปิล๊อก”มีหลายทาง แต่ไกด์ที่รับหน้าที่พาชมตำนานเหมืองแร่เก่าเฉลยว่าด้วยบริเวณดังกล่าวมีการล้มตายจากการเข่นฆ่า และไข้ป่าอย่างมาลาเรียทำให้หลายคนหวาดกลัวและบ่งชี้ว่าสถานที่นี้มี “ผีหลอก”แต่ด้วยสำเนียงที่ผิดเพี้ยนของชาวพม่าที่พูดคำว่าผีหลอกไม่ชัด(เหมือนโฆษณาครีมถนอมผิวที่เด็กชาวเขาร้องว่าผีหลอกๆ ที่แท้ผิวลอก)จึงกลายเป็น “ปิล๊อก” ไปในที่สุด

ในอดีตเมื่อราว ๆ เกือบ 50 ปีก่อน “ปิล๊อก”เป็นสถานที่ทำเหมืองแร่ดีบุกและแร่วุลแฟรมที่รุ่งเรืองมากจนกลายเป็นแหล่งการค้าและการขายแรงงานขนาดย่อม แต่เมื่อมีรุ่งก็ต้องมีดับราว พ.ศ.2527 ความไม่คุ้มทุนในการทำธุรกิจเริ่มก่อเกิดและหากดันทุรังทำต่อไปก็มีแต่จะสูญเปล่า เหมืองแห่งนี้จึงต้องปิดตัวลงในปี2529 และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันงดงามตระการตา ที่อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แทนโดยในปีหน้า 2551จะมีการทำพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ปิล๊อกที่บริเวณเนินช้างศึก อันเป็นที่ตั้งเหมืองเก่า และยังคงมีร่องรอยของการขุดเหมืองและอุโมงค์เหมืองแร่ให้เห็นถึงทุกวันนี้

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับปิล๊อกก็คือการพักแรมค้างคืนที่เนินกูดดอยและเนินช้างเผือก มีทั้งแบบบ้านพักและกางเต็นท์นอนแต่อย่างหลังจะให้ความรู้สึกผ่อนหลายและสัมผัสธรรมชาติได้มากกว่าเพราะเมื่อตกดึกการหุงหาอาหารจะให้บรรยากาศคล้าย ๆกับการพักแรมเมื่อครั้งเข้าค่ายลูกเสือตอนวัยเยาว์ การหุงหาอาหารต้องทำเองบางกลุ่มก็ทำกับข้าว บางกลุ่มก็ย่างบาร์บีคิวกินอย่างเอร็ดอร่อย

พอตกดึกได้ที่แสงสว่างจ้าของดวงอาทิตย์ลับตาดาวดวงน้อยนับหมื่นนับล้านดวงก็ค่อย ๆทยอยขึ้นสู่ฟากฟ้าที่ทาทับด้วยสีดำสนิท มีเพียงแสงจากดาว พระจันทร์และสายลมกระโชกแรงหนาวถึงขั้วหัวใจเท่านั้นที่สร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนกลายเป็นคืนแห่งความสุข แม้จะไร้แสงไฟจากชุมเมือง

อีกสิ่งที่ปิล๊อกทำให้จิตใจผ่อนคลายจากความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีก็คือการเดินเท้าขึ้นดอยกว่า 100 เมตร ไปชมพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าที่ดอยต่องปะแลโดยระยะทางห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตร ระยะเพียง 100 เมตรที่ว่าบางคนอาจมองเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วแต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็ทำให้หอบและเสียเหงื่อได้เช่นกันแต่เมื่อถึงยอดเขาภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้งเวิ้งภูเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกบางตา สลับด้วยทิวเขาไล่สี จากสีเขียวอ่อนเขียวเข้ม น้ำเงิน จนลับขอบฟ้าเป็นน้ำเงินผสมหมอกขาวตัดกับสีแสดของแสงพระอาทิตย์ที่ทอแสงประกายสุดท้ายก่อนจะลับหายจิตใจสงบนิ่งเพื่อซึมซาบความงามที่เห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ถ้ามาปิล๊อกแล้วไม่พูดถึง น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ที่อยู่ห่างจากอุทยานฯ เพียง 5 ก.ม. ก็คงเสียเที่ยว “จ๊อกกระดิ่น”เป็นภาษาถิ่นที่แปลได้ว่า น้ำไหลจากหน้าผาสู่ลานหิน (ความสูงประมาณ 30เมตร) ความสวยงามของสายธารเล็กๆ นี้อยู่ที่สีของน้ำที่มีทั้งครามและเขียวอ่อน พร้อมด้วยเนินทรายสีนวลเสมือนสระน้ำอันวิจิตรในป่าหิมพานต์ให้ผู้ที่ใช้ความอุตสาหะก้าวย่างมาถึงได้สัมผัสกับสายน้ำเย็นและทัศนียภาพของป่าที่โอบอุ้ม…